บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
เมี่ยงคำเป็นอาหารขบเคี้ยวพื้นบ้านของชาวจังหวัดตากที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการกินอันชาญฉลาดและรู้จักใช้ภูมิปัญญาในการเลือกสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อชีวิตของมนุษย์อย่างมากเมี่ยงคำมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสูงมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์อีกทั้งยังมีวัตถุดิบที่สามารถหาได้ภายในท้องถิ่นจึงแทบจะไม่ได้ใช้ต้นทุนในการทานหรือผลิตนำไปขายที่ตลาด นอกจากนี้ยังมีเต้าเจี้ยวที่เป็นส่วนผสมสำคัญและเป็นของขึ้นชื่อของเมี่ยงคำเมืองตากอีกด้วยดังนั้นการกำหนดอัตราส่วนและสัดส่วนของเมี่ยงเต้าเจี้ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทานรสชาติเมี่ยงคำที่กลมกล่อมและมีสรรพคุณรักษาโลกหลากหลายชนิดเราจึงเลือกที่จะศึกษาเรื่องนี้
วัตถุประสงค์
1.รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ
2.รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ
3.รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก
4.รู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน
สมมติฐาน
1.เพื่อศึกษาคุณประโยชน์ของสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในเมี่ยงคำ
2.เพื่อศึกษาอัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ
3.เพื่อศึกษาวิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก
4.นำความรู้วิชาคณิตศาสตร์มาใช้ทำโครงงาน
ขอบเขตด้านเนื้อหา-ศึกษาเมี่ยงเต้าเจี้ยวภายในท้องถิ่นจังหวัดตากโดยสถานที่ที่ขึ้นชื่อภายในจักหวัดคือชุมชนหัวเดียดในอำเภอเมืองเพราะมีการกินเป็นอาหารว่างมาช้านาน
ขอบเขตด้านประชากร-กลุ่มแม่บ้านภายในชุมชน
ความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
จากการทำวิจัยเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากทำให้สมาชิกในกลุ่มซึ่งทำให้รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตากและเนื่องจากทำโครงงานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงรู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน ถ้าผู้คนทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวมากขึ้นก็จะใส่ใจเรื่องรสชาติมากขึ้นโครงงานนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่ลงตัวของเมี่ยงคำจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ใส่ใจรสชาติ
นิยามศัพท์เฉพาะ
เมี่ยงเต้าเจี้ยว = อาหารขบเคี้ยวพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมในจังหวัดตากซึ่งจะเรียนกันภาษาท้องถิ่นว่า “เมี่ยงคำ”
สัดส่วน,อัตราส่วน = ส่วนผสมตามอัตราทีกำหนด
คุณค่าทางโภชนาการ = ประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหาร
บทที่ 3
วิธีดำเนินการ
ตารางปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน
วัน/เดือน/ปี
|
ลำดับขั้นตอน
|
13 ธันวาคม 2555
|
ประชุมเลือกโครงงาน หรือศึกษาหาข้อมูล
|
14 – 15 ธันวาคม 2555
|
เขียนโครงงานเพื่อขอความเห็นชอบ
|
16 ธันวาคม 2555
|
ทำแผนกำหนดปฏิทินปฏิบัติงาน
|
17 – 20 ธันวาคม 2555
|
ประชุมมอบหมายงาน
|
21 ธันวาคม 2555
|
ดำเนินการ
|
25 ธันวาคม 2555
|
ปรับปรุงแก้ไข
|
27 ธันวาคม 2555
|
นำเสนอ
|
แผนปฏิบัติงาน
ลำดับที่
|
กิจกรรมที่ปฏิบัติ
|
ระยะเวลา
|
ผู้รับผิดชอบ
|
1
|
ผลการดำเนินงาน
|
3 วัน
|
ดารารัตน์
|
2
|
ศึกษาหาความรู้
|
7 วัน
|
ทักษพร
|
3
|
หาสัดส่วน
|
7 วัน
|
สมาชิกในกลุ่ม
|
4
|
ตรวจสอบสัดส่วน
|
5 วัน
|
ปวรา
|
5
|
ปรับปรุง – แก้ไข
|
7 วัน
|
ประวิทย์
|
6
|
นำเสนอ
|
1 วัน
|
ชุติมา – ปัญชลี
|
เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา
รายการ
|
จำนวน
|
ราคา
|
ฟิวเจอร์บอร์ด
|
1แผ่น
|
120 บาท
|
ปกใส
|
2แผ่น
|
10บาท
|
กระดาษหน้าปก
|
2 แผ่น
|
10บาท
|
สันปก
|
1อัน
|
5บาท
|
กล้องถ่ายรูป
|
1ตัว
|
-
|
บทที่5
สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
โครงงานเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตากและเนื่องจากทำโครงงานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงรู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน ถ้าผู้คนทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวมากขึ้นก็จะใส่ใจเรื่องรสชาติมากขึ้นโครงงานนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่ลงตัวของเมี่ยงคำจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ใส่ใจรสชาติ
5.1 สรุปผล
การทำโครงงานเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากรายวิชาคณิตศาสตร์มีหลักการที่จะสำรวจการรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากที่มีส่วนผสมที่ลงตัวมีรสชาติที่อร่อย โดยจะกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่หลากหลายและลงตัวให้เลือกตามต้องการเพื่อความสะดวกและรสชาติของเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากที่ถูกปาก
จากการทำโครงงานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากสามารถสรุปได้ว่ากลุ่มประชากรตัวอย่างส่วนใหญ่ชอบรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยที่จะเน้นข้าวทอดเพราะมีรสชาติที่อร่อยและเคี้ยวกรุบกรอบต่างจากพริก ขิงและกระเทียมซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้านทำให้รสเผ็ดกลบรสชาติเครื่องเคียงอื่นๆที่ใส่ลงไปด้วย ดังนั้นการที่จะทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวให้ถูกปากผู้ทานนั้นควรเตรียมที่จะเน้นข้าวทอดและไม่เน้นพริก ขิงหรือกระเทียมสามารถบรรจุใส่ถุงและวางจำหน่ายตามท้องตลาดได้จริง
ผลการสำรวจ
กลุ่มประชากรตัวอย่างคือนักเรียนภายในชั้นเรียน ม.2/4
พบว่าส่วนใหญ่ชอบรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยที่จะเน้นข้าวทอดเพราะมีรสชาติที่อร่อยและเคี้ยวกรุบกรอบต่างจากพริก ขิงและกระเทียมซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้านทำให้รสเผ็ดกลบรสชาติเครื่องเคียงอื่นๆที่ใส่ลงไปด้วย
5.2 อภิปรายผล
1. นักเรียนกลุ่มประชากรตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 พึงพอใจในเมี่ยงเต้าเจี้ยวทุกส่วนผสมในทุกสัดส่วนและอัตราส่วน โดยจะเน้นในสูตรที่มีข้าวคั่วเยอะๆเพราะมีรสชาติที่มันเคี้ยวกรุบกรอบและจะไม่ค่อยสนใจสูตรที่มีพริกมากนักเพราะในวัยเด็กบางคนรับประทานรสเผ็ดไม่ได้จึงไม่สนใจ
2. ตามร้านค้าส่วนใหญ่จะกำหนดส่วนผสมของเมี่ยงเต้าเจี้ยวในสัดส่วนที่ลงตัวโดยที่ประชากรส่วนใหญ่ชอบทานไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานหรือวัยชราโดยจะแยกพริกออกอีกส่วนเพราะบางคนก็รับประทานพริกไม่ได้อีกเช่นกัน
3. ในสัดส่วน-อัตราส่วนของเต้าเจี้ยว ประชากรส่วนใหญ่มักจะใส่น้ำตาล 1 ช้อน ต่อ 1 ถ้วยตวงเพราะเต้าเจี้ยวมีรสเปรี้ยวเกินไปจึงต้องเติมน้ำตาลที่มีรสหวานเข้าไปผสมทำให้เป็นเต้าเจี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหวานอย่างลงตัวมีรสชาติที่ถูกปาก
5.3 ข้อเสนอแนะ
1.ในการใช้ข้าวเกรียบชุบน้ำหรือใบชะพลูที่ล้างสะอาดแล้วมารองใส่ส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะใช้พืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหรือข้าวเกรียบงาดำที่มีความเหนียวนุ่มมาเป็นส่วนประกอบอีกชิ้นหนึ่งแต่มีที่รองรับส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนับว่ามีน้อยเกินไปที่มีเพียง2ตัวเลือกดังนั้นควรมีเพิ่งมีประมาณ2ชนิด
2.ข้าวเกรียบที่ใช้ส่วนใหญ่มีแป้งที่บางจึงแตกหักได้ง่ายดังนั้นจึงควรใช้ข้าวเกรียบที่เหนียวนุ่มในการห่อเมี่ยงเต้าเจี้ยวเพื่อที่น้ำเต้าเจี้ยวจำได้ไม่ไหลหกลง
3.ประชากรบางกลุ่มไม่ชอบทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเนื่องจากไม่ชอบทานสมุนไพรหรือส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวดังนั้นควรจะมีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น ส่วนประกอบที่มีผลไม้หรือส่วนประกอบที่มีเนื้อสัตว์ เป็นต้น เพราะนอกจากจะมีคุณค่าไม่แพ้สมุนไพรที่ใส่เมี่ยงเต้าเจี้ยวแล้วเมี่ยงเต้าเจี้ยวที่มีเนื้อสัตว์ยังให้พลังงานปริมาณมากอีกด้วยและเพื่อคงความเป็นเมี่ยงเต้าเจี้ยวเอาไว้จึงต้องใส่น้ำเต้าเจี้ยวลงไปด้วย
สัดส่วน,อัตราส่วน = ส่วนผสมตามอัตราทีกำหนด
คุณค่าทางโภชนาการ = ประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหาร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น